“ ...ภาษาไทยนั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือเป็นทางสำหรับแสดงความเห็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่นในทางวรรณคดีเป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาไว้ให้ดี ประเทศไทยนั้นมีภาษาของเราเองซึ่งต้องหวงแหนประเทศใกล้เคียงของเราหลายประเทศมีภาษาของตนเอง แต่ว่าเขาก็ไม่แข็งแรง เขาต้องพยายามหาทางที่จะสร้างภาษาของตนเองไว้ให้มั่นคง เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้... ”
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและวรรณกรรมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าพระองค์จะทรงเจริญพระชันษาในต่างประเทศ ทรงศึกษาภาษาต่างประเทศ แต่พระองค์ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาไทยได้อย่างยอดเยี่ยม และยังทรงห่วงใยต่อภาษาไทยอีกด้วย          

                    อ่านรายละเอียด
 
     
 
 
จิตรกรรมฝีพระหัตถ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในงานวิจิตรศิลป์เป็นอย่างยิ่ง และจิตรกรรมก็เป็นสาขาหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงสนพระราชหฤทัยมากจนกระทั่งได้ทรงฝึกฝนด้วยพระองค์เองทรงเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจังเมื่อง พ.ศ. 2502 ซึ่งภาพที่ทรงเขียนส่วนมากจะเป็นพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ แต่มักจะเป็นภาพเขียนครึ่งพระองค์ ผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเริ่มเผยแพร่มากขึ้นเมื่อคราวที่ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพร่วมแสดงในการแสดงศิลปกรรม ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2506 จิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ปรากฎแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ                                                                          
   
 
 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการถ่ายภาพอย่างจริงจังมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงศึกษาและฝึกฝนการถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง จนเป็นนักถ่ายภาพที่มีพระปรีชาสามารถยิ่ง พระองค์ทรงเชี่ยวชาญแม้กระทั่งการล้างฟิล์ม การอัดขยายภาพทั้งภาพขาวดำและภาพสี โดยทรงสร้างห้องมืด (Dark Room) ขึ้นในบริเวณชั้นล่างของตึกที่ทำการสถานีวิทยุ อ.ส. ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง “ สร้างภาพ ” ให้เป็นศิลปะอย่างถูกต้องและรวดเร็วด้วยพระองค์เอง  

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ปรากฏในหนังสือพิมพ์สแตนดาร์ดของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ในปี พ.ศ. 2489 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสด้วยพระอารมณ์ขันแก่ผู้ใกล้ชิดผู้หนึ่งถึงการเป็นช่างภาพอาชีพของพระองค์ว่า
“ ฉันเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ฉันก็ยังมีอาชีพเป็นช่างภาพของหนังสือ
พิมพ์สแตนดาร์ด ได้เงินเดือนเดือนละ 100 บาท ตั้งหลายปีมาแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นเขาขึ้นเงินเดือนให้สักทีเขาก็คงถวายเดือนละ 100 บาท อยู่เรื่อยมา ”
ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์ส่วนใหญ่จะเป็นภาพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทูลกระหม่อมทุกพระองค์ อีกทั้งเป็นรูปที่พระองค์ทรงเสด็จราชการตามสถานที่ต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการทรงงาน
 
     
 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยดนตรีมาตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงฝึกฝนวิชาดนตรีอย่างแท้จริง คือการเขียนโน๊ตและบรรเลงแบบคลาสสิก แนวดนตรีที่ทรงสนพระราชหฤทัยคือแนวแจ๊ส (Jazz) ทรงศึกษาประวัตินักดนตรีที่มีชื่อเสียงและทรงเปรียบเทียบฝีมือการเล่นดนตรีต่างๆ จากแผ่นเสียงสไตล์ที่โปรด เช่น สไตล์การเป่าโซปราโน แซกโซโฟนของชิดนี่ เบเซ่ (Sydney Bechet) ออโต แซกโซโฟน ของจอห์นนี่ ฮอดเจส (Johny Hodges) เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีเป็นพิเศษ เครื่องดนตรีที่โปรดคือ เครื่องเป่าแทบทุกชนิด เช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต และทรัมเป็ต เป็นต้น พระองค์ทรงเล่นดนตรีร่วมกับวงดนตรีไม่ว่าวงดนตรีนั้นจะมีแนวการเล่นแบบใด โดยทรงเล่นได้กับทั้งวงไทยและต่างประเทศ ตอนเดี่ยว (Solo) ทรงสามารถใช้

ปฏิภาณเล่นเดี่ยวได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเรียกว่า การเดี่ยวแบบ “Solo Adlib” ซึ่งถือว่ายากเพราะต้องแต่งเนื้อขึ้นโดยทันที ทรงสามารถบรรเลงโต้ตอบได้อย่างสนุกสนานกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น เบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman) แจ๊ก ทีการ์เด้น (Jack Teagarden) เป็นต้น นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เพลงทั้งสิ้น 47 เพลง โดยเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองก่อน และใส่คำร้องภาษาอังกฤษในภายหลัง มีทั้งสิ้น 5 เพลง คือ “Echo”, “Still on My Mind”, “Old Fashioned Melody”, “No Moon”, “Dream Island”

โดยเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์คำร้องก่อน และใส่ทำนองภายหลังคือ “ ความฝันอันสูงสุด ” และ “ เราสู้ ” เพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เฉพาะทำนองเพลง และให้ผู้อื่นประพันธ์เนื้อเพลง มีจำนวน 42 เพลง
 
 
 
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดกีฬามาตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงโปรดกีฬาเทนนิส หมากรุก จักรยาน สกี สเกตน้ำแข็ง และฮอกกี้น้ำแข็ง เป็นต้น

ต่อมาพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในกีฬาเรือใบ ทรงต่อเรือใบด้วยพระองค์เองที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และเมื่อ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเรือใบประเภท โอ.เค ขนาด 13 ฟุต ชื่อ เวคา จากหน้าพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีข้นธ์ ข้ามอ่าวไทยไปยังอ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้ทรงนำธง “ ราชนาวิกโยธิน ” ปักเหนือยอดก้อนหินใหญ่ที่ชายหาดของอ่าวเตยงาม แล้วได้ทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลาจารึกข้อความถวายสดุดีแด่พระองค์ท่าน
   

 

 
 
 

พระอัจฉริยภาพด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ด้านการศึกษา
“… ในประเทศไทยนี้ถ้าดูจากสถิติก็มีพลเมืองเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน จึงสันนิษฐานได้ว่าพลเมืองของประเทศไทยนี้อยู่ในวัยเรียนอยู่เป็นส่วนมากทุกๆ ปี การที่ส่วนรวมคือ ประชาชนทั้งประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นสิ่งที่ดีแล้ว จึงต้องช่วยกันจัดการให้เยาวชน ให้ประชาชนที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ได้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี เราจะไปอาศัยรัฐบาลหรืออาศัยทางราชการที่จะช่วยให้บ้านเมืองมีความเจริญด้านเดียวไม่ได้เพราะว่าในสมัยนี้ถือว่าเป็นสมัยประชาธิปไตยทุกคนมีส่วนในงานของประเทศชาติ... ”

(พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ ขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2512)

   
 

พระราชประวัติ
| ส.ค.ส. จากในหลวง | พระอัจฉริยภาพ | โครงการพระราชดำร|พระราชพิธีการครองราชย
Copy Right 2500 Finansa Life Assurance Co.,Ltd. All rights reserved
Design and Power by IT Center