วันที่ 8 กันยายน 2551
  •  

    เปิดประตูสู่มิติใหม่ของการมีสุขภาพดี

    ย่อมาจากคู่มือ การบำบัดทางจิตวิญญาณ (Manual of Spiritual Healing) โดย
    น . พ . แพทย์พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ พ . บ
    ย่อโดย นพ . อำนาจ ชัยชลทรัพย์

    ปัจจุบันนี้เรามาถึงจุดที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคภัยไข้เจ็บทั้งกายและจิตใจ ในขณะที่การแพทย์แผนปัจจุบันเจริญก้าวหน้าสูงสุด แต่มนุษย์เราไม่ได้มีความสุขเท่าที่ควร โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง โรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย โรคที่เกิดจากความเครียด จากการกินมากเกินไป โรคเหล่านี้มิได้มาจากสาเหตุเดียวเหมือนโรคที่ติดเชื้อ แต่เกิดมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ขาดการออกกำลังกาย การงานและการมีทัศนะผิดๆ ที่มุ่งแสวงหาวัตถุอย่างมากเกินจำเป็น ความขัดแย้งและการสูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ครอบครัว การอยู่อย่างโดดเดี่ยว ขาดการเอื้ออาทรต่อกันและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ

    ลึกลงไปจะเห็นว่าสาเหตุของโรคต่างๆ เกิดจากขั้นจิตวิญญาณ นั่นคือคุณภาพของจิตใจเป็นเหตุเบื้องลึกของโรคภัยไข้เจ็บของเรา ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือกิเลสตัณหาในใจเรา เป็นสาเหตุของโรคทางกายและใจ ดังที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ 2,500 ปีมาแล้ว

    ดังนั้นในการที่เราจะเข้าสู่สภาวะที่มีสุขภาพดีนั้น องค์การอนามัยโลกจึงกำหนดว่า จะต้องมีสุขภาวะทั้งทางกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ คือเป็นภาวะที่เป็นองค์รวม นั่นเอง ดังนั้นผู้รู้ทางสุขภาพทั้งหลายจึงได้นำแนวคิดและวิธีการต่างๆ ทั้งศาสตร์ตะวันตกและตะวันออก ผสมผสานกันสร้างเป็นวิธีการแพทย์ทางกายและจิตขึ้น (Mind /Body medicine)


    ++ ในด้านร่างกายเราใช้อาหาร การออกกำลังกายแบบต่างๆ เช่น Yoga ( โยคะ ), Qigong ( จี้กง ) หรือการออกกำลังกายต่างๆ ที่ทำอยู่เช่น การเดิน การวิ่ง การว่ายน้ำ กีฬาชนิดต่างๆ ล้วนแล้วแต่ช่วยการเสริมสร้างสมรร ถ ภาพทางกายให้แข็งแรง ทำให้ความต้านทานโรคดี ไม่เป็นโรคต่างๆ ง่าย

    ++ ในด้านจิตใจ ใช้วิธีการสร้างความผ่อนคลายแบบต่างๆ การฝึกการหายใจ การใช้จินตนาการบำบัด

    การสะกดจิต ดนตรีบำบัด ศิลปบำบัด ล้วนแต่สร้างความผ่อนคลาย มีผลต่อการหายของโรค และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย

    ++ ในด้านสังคมการใช้กลุ่มบำบัด ความเอื้ออาทรต่อกัน การให้ความรัก ความอบอุ่น ความช่วยเหลือ การมีไมตรีต่อกัน ความเมตตา การให้อภัยต่อกัน การมองผู้อื่นในแง่ดี ครอบครัว ชุมชน ล้วนแล้วแต่สร้างความสุข ความเชื่อมั่นในตนเอง ให้เกิดขึ้น ทำให้โรคที่เป็นอยู่หายได้เร็วขึ้น อัตราการตายต่ำลง ดังมีรายงานวิจัยมากมาย

    ++ ในด้านจิตวิญญาณ จิตใจที่ดีงาม มีความเห็นแก่ตัวน้อย มีความโลภ / โกรธ / หลง น้อย ความยึดมั่นถือมั่นน้อย จิตใจที่มีสมาธิ และมีปัญญา รู้เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง จิตใจที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย สามารถปรับตัวตามการผันผวนของสถานการณ์ต่างๆ มีความถือตัวน้อย อ่อนน้อมถ่อมตนสูง มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ติดในโลกธรรมทั้งปวง เป็นเหตุให้เรามีสุขภาพดีไม่เป็นโรค ดังนั้นการปฏิบัติธรรม การฝึกสมาธิภาวนา การเจริญสติปัฏฐาน 4 ( กาย , เวทนา , จิต , ธรรม ) จึงมีบทบาทในการดูแลสุขภาพ ดังนั้นโปรแกรมสุขภาพของแพทย์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกจึงมีเรื่องเหล่านี้อยู่มากมาย

    การดูแลสุขภาพจึงเป็นงานที่สำคัญ เป็นการพัฒนาตนเอง ที่ต้องทำอยู่ตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่ต้องลงมือปฏิบัติเอง (Self – care) เวลาที่เป็นโรค แน่นอนแพทย์ยังคงมีบทบาทสำคัญที่จะรักษาเราให้หายได้ แต่ก็ต้องที่จะพยายามรักษาตนเองด้วยวิธีทางกายและจิตวิญญาณควบคู่กันไปด้วย และการที่เราจะช่วยตนเองได้ ก็จะต้องอาศัยการเรียนรู้ เพราะว่าวิธีการบางอย่างไม่ใช่ง่ายๆ จากการแค่อ่านหนังสือ บางอย่างจะต้องอบรมภาคปฏิบัติ บางอย่างมาจากมุขปาฐะ ( เรื่องเล่า ปากต่อปาก ) โดยเฉพาะด้านสมาธิภาวนาต้องอาศัยการเรียนรู้และมีครูอาจารย์กำกับ และน่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ไม่มีคำว่าง่ายและรวดเร็วแต่เป็นงานที่ยากและใช้เวลานาน มันจึงเป็นงานเพื่อชีวิต ต้องการพัฒนาตลอดไป เป็นการศึกษาเพื่อชีวิต แต่งานเหล่านี้ เมื่อทำทุกๆ วันของยากก็กลายเป็นของง่าย อาศัยความพากเพียรทำบ่อยๆ จนกลายเป็นวิถีชีวิตปกติ และผลของมันนำพาเราไปสู่หนทางแห่งความสวัสดี

    สุขภาพองค์รวม (Holistic Health)

    •  สุขภาพไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค (Illness) แต่หมายถึงการมีชีวิตอย่างมีความสุข (Happiness) การดำเนินชีวิตอย่างมีจุดหมาย (Purpose in life) มีความพึงพอใจในงานที่ทำอยู่ (Satifying work) มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมีความสุข (Joyful relationship) และมีสุขภาพทางกายดี ในสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย (Wholism, Holism)

    •  สุขภาพองค์รวม จึงเป็นการเติบโตและพัฒนาตนเอง (Personal growth/development) ต้องใช้วิธีการต่างๆ มุ่งไปที่จะทำให้เรามีทัศนคติด้านบวกหรือความคิดทางบวก มีอารมณ์ดี มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

    Treatment VS. Healing

    •  แพทย์แผนปัจจุบัน เน้น Treatment เป็นการใช้ วัตถุภายนอก เช่น ยา การผ่าตัด การฉายแสง เคมีบำบัด เพื่อระงับอาการของโรค ต้องกระทำในคลีนิก หรือในโรงพยาบาล เน้นที่ตัวแพทย์และทีมงาน

    •  แพทย์แนวกายและจิตบำบัด เน้น Healing ใช้พลังภายในร่างกายของคนผู้นั้น สร้างความสมดุลให้กลับสู่ปกติ เสริมสร้างปัจจัยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้น ต้องกระทำก่อนที่จะเป็นโรค และกระทำต่อเนื่องเป็นระยะยาวหรือตลอดชีวิต

    Lawrence Leshan Ph. D ได้กล่าวถึงการบำบัดแบบองค์รวมได้ว่ามี 4 ลักษณะ คือ

    1. การบำบัดจะต้องประกอบด้วย ด้านร่างกาย + จิตใจ + จิตวิญญาณ ต้องมีสัดส่วนเท่าๆ กันไม่หนักไปด้านใดเช่นด้านร่างกาย ใช้อาหาร + ยา + การผ่าตัด + การออกกำลังกาย ด้านจิตใจ การทำสมาธิ การเจริญจิต
    2. แต่ละบุคคล มีลักษณะเฉพาะตัวเอง ปลีกย่อย เพราะฉะนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการบำบัดรักษาที่เหมือนกันทั้งๆ ที่อาจเป็นโรคเดียวกัน , การบำบัดแบบองค์รวมอาจแตกต่างกัน
    3. ผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ ว่าจะเลือกไปในทางใด เขาจะต้องรับรู้และมีสิทธิในการตัดสินใจ
    4. การบำบัดแบบองค์รวมมีพื้นฐานว่า ร่างกายมีความสามารถที่จะรักษาตัวเองได้ วิธีต่างๆ ล้วนแล้วเพื่อส่งเสริมให้ร่างกายสามารถรักษาเยียวยาตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น


    บริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด
    เลขที่ 2032 อาคารฟินันซ่าประกันชีวิต ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
    แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง
    กรุงเทพฯ 10310
    โทรศัพท์ 0-2632-5000 โทรสาร 0-2632-5500
    Email: crc@finansalife.com
    Copyright เกี่ยวกับกฎหมาย Legal Policy
    Finansa Life Assurance Co.,Ltd. All rights reserved.
    Design and Power by IT Center
    Last Update : August 8, 2008