|
|
การประกันชีวิตคืออะไร
ทำไมจึงต้องมีการประกันชีวิต
การประกันชีวิตมีกี่ประเภท
การประกันชีวิตมีกี่แบบ
ผู้เอาประกันภัยจะเวนคืนเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยไปให้บุคคลอื่นได้หรือไม่
เมื่อทำประกันชีวิตแล้วมีกรณีใดบ้างที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้รับผลประโยชน์
ทำอย่างไรเมื่อตัวแทนประกันชีวิตมาเสนอขาย
แบบประกันชีวิตที่เหมาะสม
ใบคำขอเอาประกันภัยมีความสำคัญอย่างไร
สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อจะสมัครทำประกันชีวิต
การพิจารณารับประกันภัยคืออะไร
กรณีที่ต้องตรวจสุขภาพ
เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับกรมธรรม์ภัยแล้วจะยกเลิกได้หรือไม่
ในกรณีที่ไม่สามารถส่งเบี้ยประกันภัยต่อไปได้จะทำอย่างไร
เพราะเหตุใดเมื่อยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว มูลค่าเวนคืนเงินสดจึงมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนเบี้ยที่ชำระไปแล้ว
ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยมีความสำคัญอย่างไร
การชำระเบี้ยประกันภัยอย่างครบถ้วนและตรงเวลามีความสำคัญอย่างไร
ทำไมต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้บริษัทประกันชีวิตทราบ
การใช้สิทธิกู้ยืมเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต
การกู้ยืมเงินเพื่อชำระเบี้ยประกันภัยอัตโนมัติคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
หากต้องการซื้อความคุ้มครองเกี่ยวกับอุบัติเหตุและสุขภาพนอกเหนือจากการประกันชีวิตจะทำ
ได้หรือไม่อย่างไร
กรมธรรม์ประกันชีวิตจะมีการจ่ายเงินเมื่อใด
กรณีใดบ้างที่บริษัทประกันชีวิตไม่อาจจ่ายเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตได้
เอกสารที่ใช้ในการเรียกร้องเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตมีอะไรบ้าง
ระยะเวลาผ่อนผันคืออะไร หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ |
|
| |
ถาม |
การประกันชีวิตคืออะไร |
ตอบ |
การประกันชีวิต คือการชดเชยรายได้ที่ต้องสูญเสียไปอันเนื่องมาจากการตาย ทุพพล ภาพถาวรสิ้นเชิงหรือชราภาพ โดยบริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับผลประโยชน์ ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต
|
ผู้เอาประกันภัย คือบุคคลที่ตกลงทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันชีวิตโดยอาศัย สาเหตุของการมีชีวิตหรือการตายเป็นเงื่อนไขในการจ่ายเงินประกันชีวิต
|
ผู้รับผลประโยชน์ คือบุคคลที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตว่าจะเป็นผู้ได้รับเงิน ประกันชีวิตตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้รับผลประโยชน์อาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้ เอาประกันภัยก็ได้
|
|
|
ถาม |
ทำไมจึงต้องมีการประกันชีวิต |
ตอบ |
สาเหตุที่ต้องมีประกันชีวิตเพราะ
(2.1) ผู้เอาประกันชีวิตต้องการได้รับประโยชน์ในด้านความคุ้มครอง คือ เมื่อมีภัยเกิดขึ้น แก่ชีวิตทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียรายได้เนื่องจากการตายทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือชราภาพ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้ตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับผลประโยชน์แล้วแต่กรณี
|
(2.2) เพื่อการออมทรัพย์ หากผู้เอาประกันภัยเลือกซื้อการประกันชีวิตแบบที่มีการออม
ทรัพย์รวมอยู่ด้วย ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินก้อนหนึ่งตามที่ตกลงไว้เมื่อมีชีวิตอยู่ ณ วันที่สัญญาครบกำหนด ทั้งนี้บริษัทประกันชีวิตจัดเป็นสถาบันการเงินเช่นเดียวกับธนาคารและบริษัทเงินทุน |
(2.3) การประกันชีวิตให้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ บริษัท ประกันชีวิตจะนำเอาเงินส่วนที่เป็นเงินออมของผู้เอาประกันภัยไปลงทุนในหลักทรัพย์ ต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจ หรือตั๋วเงินคลัง ของกระทรวงการคลัง หรือ นำไปลงทุนซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย ทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า สนามบิน ถนน หนทาง รถไฟฟ้าและอื่นๆ อันเป็นการลดภาระของรัฐบาลที่จะต้องกู้ยืมเงินจาก ต่างประเทศ
|
|
|
ถาม |
การประกันชีวิตมีกี่ประเภท |
ตอบ |
การประกันชีวิตแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
ประเภทสามัญ (Ordinary Life Insurance)
ประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Life Insurance)
ประเภทกลุ่ม (Group Life Insurance)
|
ประเภทสามัญ (Ordinary Life Insurance) คือการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางหรือสูงโดยทั่วไปกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี รายหกเดือน หรือรายสามเดือน การพิจารณารับประกันชีวิตมีทั้งแบบตรวจสุขภาพและไม่ต้องตรวจสุขภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ จำนวนเงินเอาประกันภัยและอายุเป็นสำคัญ
|
ประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Life Insurance) คือการประกันชีวิตที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัย ค่อนข้างต่ำ จึงไม่มีการตรวจสุขภาพ การพิจารณารับประกันชีวิตอาศัยข้อมูลจากคำแถลงในใบคำขอเอาประกันภัย โดยทั่วไปกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายเดือนอาจมีเงื่อนไขกำหนดระยะเวลารอคอยก็ได้ ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) คือระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อพิสูจน์สุขภาพของผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาดังกล่าว บริษัทประกันชีวิตไม่ต้องจ่ายเงินเอาประกันภัย โดยทั่วไป กำหนดไว้ 180 วัน |
ประเภทกกลุ่ม (Group Life Insurance) คือการรับประกันชีวิตบุคคลหลายคนภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว โดยพิจารณาถึงความเสี่ยงภัยของบุคคลในกลุ่มทั้งหมดด้วยอัตราเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ หน้าที่การทำงาน หรือจำนวนเงินเอาประกันภัยและใช้เบี้ยประกันภัยอัตราเดียวกับบุคคลทุกคนในกลุ่มนั้นๆ การประกันภัยประเภทนี้อัตราเบี้ยประกันภัยจะถูกกว่าการประกันภัยประเภทอื่นๆ เหมาะสำหรับพนักงาน ในบริษัทต่างๆ |
|
|
ถาม |
ประกันชีวิตมีกี่แบบ |
ตอบ |
ประกันชีวิตแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ คือ
แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)
แบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)
แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)
แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance) |
แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัท ตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ถ้าหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี สัญญาประกันชีวิตแบบนี้มีลักษณะเป็นการให้ความคุ้มครองการเสี่ยงภัยอันเกิดจากการเสียชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการสะสมทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับสัญญาประกันอัคคีภัย เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วจึงไม่มีมูลค่าใดๆ คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย |
แบบตลอดชีพ ((Whole Life Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัท ตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตโดยไม่คำนึงว่าจะเสียชีวิตเมื่อใด แต่ถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 99 ปี บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย |
แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัท ตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ถ้าหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัย ถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวันที่สัญญาครบกำหนด |
แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัท ตกลงว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเป็นประจำให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวันที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยทั่วไปเงินได้ประจำจะจ่ายเป็นปีทุกๆ ปีจนครบตามเงื่อนไขของสัญญา สัญญาประกันชีวิตแบบนี้เหมาะกับผู้เอาประกันภัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสะสมทรัพย์ไว้เป็นค่าใช้จ่ายหลังจากเกษียณอายุการทำงานแล้ว |
|
|
ถาม |
ผู้เอาประกันภัยจะเวนคืนเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยไปให้บุคคลอื่นได้หรือไม่ |
ตอบ |
สัญญาประกันชีวิตบางสัญญาจะมีมูลค่าเงินสดฝากสะสมไว้กับบริษัทประกันชีวิตโดย สังเกตได้จากตารางท้ายกรมธรรม์ประกันภัย เงินจำนวนนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับเงินฝาก ธนาคาร ผู้เอาประกันภัยจึงสามารถเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อรับเงินตามมูลค่าที่มี อยู่ในกรมธรรม์ได้เช่นเดียวกับการถอนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ดังนั้นผู้เอาประกันภัย จึงสามารถโอนประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตนี้ไปให้บุคคลอื่นได้ |
|
|
| ถาม |
เมื่อทำประกันชีวิตแล้วมีกรณีใดบ้างที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้รับผลประโยชน์ |
ตอบ |
ผู้เอาประกันภัยจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคลอื่นได้ ในกรณี ดังต่อไปนี้
ถ้ามีการส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ไปแล้ว และ
ผู้รับผลประโยชน์ได้ทำหนังสือแจ้งบริษัทประกันภัยว่าตนจะเป็นผู้รับผลประโยชน์จากสัญญาประกันชีวิตนั้นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ผู้เอาประกันภัยย่อมไม่สามารถโอนประโยชน์ใดๆ ตามสัญญาประกันชีวิตไปยังบุคคลอื่นได้
|
|
|
|
|
| ถาม |
ทำอย่างไรเมื่อตัวแทนประกันชีวิตมาเสนอขาย |
ตอบ |
เมื่อมีตัวแทนประกันชีวิตมาเสนอขายประกันชีวิต ท่านจะต้องอ่านและทำความเข้าใจใน แบบประกันชีวิตที่เสนอขาย ผลประโยชน์ที่จะได้รับเงื่อนไข และข้อยกเว้นต่างๆ รวมถึง เบี้ยประกันภัยที่จะชำระก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันชีวิต |
|
|
|
ถาม |
แบบประกันชีวิตที่เหมาะสม
|
ตอบ |
ก่อนจะซื้อประกันชีวิตจะต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการทำประกันชีวิตระยะเวลา คุ้มครองที่ต้องการจำนวนเงินเอาประกันภัย และความสามารถชำระเบี้ยประกันภัยได้โดย ไม่เดือดร้อนตลอดระยะเวลาที่กำหนด ขอยกตัวอย่างดังตารางต่อไปนี้ |
| ความต้องการ |
แบบประกันที่เหมาะสม |
ความคุ้มครองระยะสั้น เช่น 5 ,10 ปี
คุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตเท่านั้น
ไม่มีเงินคืน
เบี้ยประกันภัยจึงมีราคาถูก |
แบบชั่วระยะเวลา |
ความคุ้มครองระยะสั้น เช่น 7 ,10, 15 ,20 ปี
คุ้มครองการเสียชีวิตพร้อมกับการสะสมทรัพย์
มีเงินคืน |
แบบสะสมทรัพย์ |
ความคุ้มครองแบบถาวร หรือตลอดชีพ แบบตลอดชีพ
อัตราเบี้ยประกันภัยไม่สูงนัก คุ้มครองการเสียชีวิต
ไม่มีเงินคืน |
แบบตลอดชีพ |
|
|
|
|
ถาม |
ใบคำขอเอาประกันภัยมีความสำคัญอย่างไร
|
ตอบ |
เมื่อมีตัวแทนประกันชีวิตมาเสนอขายประกันชีวิต ท่านจะต้องอ่านและทำความเข้าใจใน แบบประกันชีวิตที่เสนอขาย ผลประโยชน์ที่จะได้รับเงื่อนไข และข้อยกเว้นต่างๆ รวมถึง เบี้ยประกันภัยที่จะชำระก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันชีวิต |
|
|
ถาม |
สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อจะสมัคร ทำประกันชีวิต
|
ตอบ |
ในการสมัครทำประกันชีวิตนั้นจะต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้
ใบคำขอเอาประกันภัยที่กรอกถูกต้องและครบถ้วน
เบี้ยประกันภัยงวดแรก
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านของผู้เอาประกันภัยและผู้รับผลประโยชน์
ในบางครั้งบริษัทประกันชีวิตอาจขอดูผลตรวจสุขภาพและเอกสารอื่นๆ |
|
|
ถาม |
การพิจารณารับประกันภัยคืออะไร |
ตอบ |
การพิจารณารับประกันภัยหมายถึง การที่บริษัทประกันชีวิตนำข้อมูลที่ได้รับจากผู้เอา ประกันภัยซึ่งได้กรอกไว้ในใบคำขอเอาประกันชีวิตมาตรวจสอบและตัดสินใจว่าจะรับ หรือไม่รับประกันภัย โดยพิจารณาในองค์ประกอบหลายๆ ด้าน ดังต่อไปนี้
พิจารณาถึงอาชีพว่ามีความเสี่ยงต่ออันตรายหรือชีวิตมากน้อยพียงใด เช่น อาชีพขี่มอเตอร์ไซด์รับจ้างจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าพนักงานบริษัท เป็นต้น ในส่วนของรายได้นั้นก็จะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัยรวมถึงจำนวนเงินเอาประกันชีวิตสูงเกินความจำเป็นหรือไม่
ข้อมูลการทำประกันชีวิตของผู้เอาประกันภัยที่มีผลบังคับทุกฉบับและ ที่กำลังยื่นขอเอาประกันภัยกับบริษัทประกันชีวิตอื่น รวมถึงข้อมูลการเคยถูกปฎิเสธการรับประกันชีวิตมาก่อน
ประวัติการรักษาพยาบาล
การแต่งตั้งผู้รับผลประโยชน์ ควรเป็นบุคคลในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เช่น บิดา มารดา พี่ น้อง สามี ภรรยา บุตร เป็นต้น
|
|
|
ถาม |
กรณีที่ต้องตรวจสุขภาพ
|
ตอบ |
การที่จะต้องตรวจสุขภาพก่อนการทำประกันชีวิตหรือไม่นั้น ขึ้นกับ
ข้อกำหนดของบริษัท โดยเป็นไปตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ท่านขอซื้อและอายุ โดยทั่วไปหากจำนวนเงินเอาประกันภัยสูง หรือมีอายุมากก็จะมีการตรวจสุขภาพเป็นต้น
บริษัทประกันชีวิตพิจารณาจากคำแถลงสุขภาพในใบคำขอเอาประกันภัยซึ่งระบุว่าเคยมีประวัติการตรวจรักษาสุขภาพมาก่อนหรือมีโรคประจำตัว บริษัทอาจจะขอให้มีการตรวจสุขภาพเพิ่มเติมและขอประวัติการรักษาสุขภาพจากสถานพยาบาลที่เคยเข้ารับการรักษา
|
|
|
ถาม |
เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับกรมธรรม์ภัยแล้ว จะยกเลิกได้หรือไม่
|
ตอบ |
เมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัยจากบริษัทประกันชีวิตแล้ว ขอให้ตรวจสอบความถูกต้อง หากไม่พึงพอใจด้วยสาเหตุใดก็ตามสามารถใช้สิทธิยกเลิกสัญญา (Free Look) โดยส่งคืน กรมธรรม์ประกันภัยมายังบริษัทประกันชีวิตภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์จาก บริษัทประกันชิวิต ซึ่งบริษัทประกันชีวิตจะคืนเบี้ยประกันภัย ที่เหลือจากการหักค่าตรวจ สุขภาพตามที่จ่ายจริง (ถ้ามี) และค่าใช้จ่ายของบริษัทฉบับละ 500 บาทแล้ว
|
|
|
ถาม |
ในกรณีที่ไม่สามารถส่งเบี้ยประกันภัยต่อไปได้จะทำอย่างไร
|
ตอบ |
เมื่อทำประกันชีวิตมาระยะเวลาหนึ่งแล้วไม่สามารถส่งเบี้ยประกันภัยต่อได้ จะมีแนวทาง
ให้เลือก 3 แบบ คือ
ขอรับเงินสด กรณีนี้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยจะสิ้นสุดทันทีจะนวนเงินสดที่ได้รับคืนจะเป็นไปตามจำนวนที่ระบุในตารางเวนคืนเงินสดที่แนบอยู่ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย
ขอเปลี่ยนเป็นมูลค่าใช้เงินสำเร็จ กรณีนี้ระยะเวลาความคุ้มครองจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่จำนวนเงินเอาประกันภัยจะลดลง จำนวนเงินเอาประกันภัยใหม่จะเป็นไปตามจำนวนที่ระบุในตารางมูลค่าใช้เงินสำเร็จที่แนบอยู่ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย
ขอเปลี่ยนเป็นมูลค่าขยายเวลา กรณีนี้จำนวนเงินเอาประกันภัยจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ระยะความคุ้มครองใหม่จะเป็นไปตามที่ระบุไว้ในตารางมูลค่าขยายเวลาที่แนบอยู่ท้ายกรมธรรม์ประกันภัย |
|
|
ถาม |
เพราะเหตุใดเมื่อยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว มูลค่าเวนคืนเงินสดจึงมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนเบี้ยที่ชำระไปแล้ว
|
ตอบ |
เพราะการซื้อประกันชีวิตเป็นการเฉลี่ยภัยในหมู่ผู้เอาประกันภัยด้วยกัน หากผู้เอา ประกันภัยรายใดเสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตก็จะนำเงินจากเบี้ยประกันชีวิตของผู้เอา ประกันภัยทุกคนไปจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ของผู้ที่เสียชีวิต ดังนั้น เหตุที่มูลค่าเวนคืน เงินสดมีมูลค่าน้อยกว่าเพราะเบี้ยประกันภัยที่ท่านชำระมาแล้วส่วนหนึ่งจะถูกนำไปจ่าย ให้แก่ผู้เอาประกันภัยรายอื่นที่เสียชีวิต |
|
|
ถาม |
ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยมีความสำคัญอย่างไร
|
ตอบ |
ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัย คือ หลักฐานที่ใช้อ้างอิงว่าผู้เอาประกันภัยได้ชำระเงินค่าเบี้ย ประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตแล้ว โดยทั่วไปใบรับเงินได้จำแนกออกเป็น ใบรับเงิน ค่าเบี้ยประกันภัยงวดแรก และ ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยงวดต่อไป ใบรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยงวดแรก แสดงถึงการมีผลบังคับของกรมธรรม์ประกันภัย โดยปกติแล้วเมื่อชำระเบี้ยประกันภัยงวดแรกพร้อมส่งใบคำขอเอาประกันภัยให้บริษัท ประกันชีวิต หากบริษัทประกันชีวิตไม่เรียกขอหลักฐานใดๆ เพิ่มเติมภายใน 30 วัน ถือว่า บริษัทประกันชีวิตยอมรับประกันภัยแล้วโดยอัตโนมัติ ในการชำระเบี้ยประกันภัยทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการชำระผ่านตัวแทนประกันชีวิตหรือชำระ โดยตรงต่อบริษัทประกันชีวิต ผู้เอาประกันภัยควรเรียกรับ ใบรับเงิน เพื่อเป็นหลักฐาน การชำระเงิน เพราะใบรับเงินนี้จะเป็นหลักฐานแสดงความสมบูรณ์ของกรมธรรม์ ประกันภัยของท่าน ว่าท่านจะมีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในสัญญา |
|
|
ถาม |
การชำระเบี้ยประกันภัยอย่างครบถ้วน และตรงเวลามีความสำคัญอย่างไร
|
ตอบ |
การชำระเบี้ยประกันภัยตรงเวลามีผลให้กรมธรรม์ประกันภัยไม่ขาดอายุ ส่งผลต่อการ ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนตามสัญญาประกันชีวิต การชำระเบี้ยประกันภัยทุกครั้ง หากชำระผ่านตัวแทนประกันชีวิตควรเรียกใบรับเงินชั่วคราว หากชำระผ่านช่องทางอื่น ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ทุกครั้ง จนกว่าจะได้รับใบรับเงินตัวจริงจากบริษัทประกัน ชีวิต เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเอง |
|
|
ถาม |
ทำไมต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้บริษัทประกันชีวิตทราบ
|
ตอบ |
เหตุผลที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ให้บริษัทประกันภัยทราบก็เพื่อ บริษัทประกันภัยจะ ได้จัดส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ เช่น ใบเตือนแจ้งการชำระเบี้ยประกันภัย ใบเสร็จรับเงินค่า เบี้ยประกันภัย หรือหลักฐานอื่นๆ ให้แก่ท่านได้อย่างครบถ้วนอีกทั้งในกรณีที่ต้องมีการ จ่ายเงินคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย เช่น เงินคืนตามกำหนดเวลาหรือเงินครบกำหนดสัญญา ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินดังกล่าวอย่างครบถ้วนและการแจ้งผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้ง ให้บริษัทประกันชีวิตรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษรโดยตัวผู้เอาประกันภัยเองเท่านั้นใน กรณีที่มีการจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล เงินคืนตามระยะเวลา หรือเงินครบกำหนดสัญญา จะได้สามารถติดต่อผู้เอาประกันภัยได้ |
|
|
ถาม |
การใช้สิทธิกู้ยืมเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต
|
ตอบ |
การกู้ยืมเงินโดยใช้กรมธรรม์ประกันชีวิตที่ยังมีผลบังคับอยู่มาเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน ได้ โดยจำนวนเงินที่จะกู้ยืมจะได้ไม่เกินมูลค่าเงินสดตามที่ระบุไว้ในท้ายกรมธรรม์ประกัน ชีวิต |
|
|
ถาม |
การกู้ยืมเงินเพื่อชำระเบี้ยประกันภัยอัตโนมัติคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
|
ตอบ |
ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยจนกรมธรรม์ประกันชีวิตมีมูลค่าเงินสด เกิดขึ้นแล้ว หากผู้เอาประกันภัยมิได้ชำระเบี้ยประกันภัยงวดต่อไปภายในระยะเวลาที่ กำหนด บริษัทจะมีการทำการกู้ยืมเงินเพื่อชำระเบี้ยประกันภัยงวดต่อไปให้โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อให้กรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นยังคงมีผลบังคับต่อไป โดยบริษัทประกันชีวิตจะคิด ดอกเบี้ยการกู้ยืมจากผู้เอาประกันภัยตามอัตราดอกเบี้ยที่ได้ระบุไว้
|
|
|
ถาม |
หากต้องการซื้อความคุ้มครองเกี่ยวกับอุบัติเหตุและสุขภาพ นอกเหนือจากการประกันชีวิตจะทำได้หรือไม่อย่างไร
|
ตอบ |
เพื่อสนองความต้องการของผู้เอาประกันภัยที่ต้องการความคุ้มครองเพิ่มมากขึ้นจากความ คุ้มครองด้านการมีชีวิตอยู่หรือการตาย บริษัทประกันชีวิตจึงได้มีรูปแบบความคุ้มครอง ต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล และผ่าตัดในโรงพยาบาล การประกันภัยโรคร้ายแรงและอื่นๆ อีกมาก ทั้งนี้การที่ผู้เอาประกันภัยจะสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองพิเศษนี้ได้จะต้องเลือกซื้อ กรมธรรม์ประกันชีวิตหลักก่อนแล้ว จึงค่อยซื้อความคุ้มครองพิเศษนี้ในรูปแบบของสัญญา เพิ่มเติม โดยสัญญาเพิ่มเติมที่ซื้อนี้จะเป็นสัญญาปีต่อปี |
|
|
ถาม |
กรมธรรม์ประกันชีวิตจะมีการจ่ายเงินเมื่อใด
|
ตอบ |
บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตในกรณีดังต่อไปนี้
จ่ายเงินผลประโยชน์ให้ผู้เอาประกันภัยในระหว่างอายุสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในกรมธรรม์ประกันภัย
จ่ายเงินเอาประกันภัยและผลประโยชน์ให้ผู้เอาประกันภัยเมื่อสัญญาครบกำหนด
จ่ายเงินเอาประกันภัยให้ผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตระหว่างที่สัญญาประกันชีวิตมีผลบังคัยอยู่ |
|
|
ถาม |
กรณีใดบ้างที่บริษัทประกันชีวิตไม่อาจจ่ายเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตได้
|
ตอบ |
(1) ผู้เอาประกันภัยฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับจากวันทำสัญญาประกันชีวิต
ผู้เอาประกันภัยถูกผู้รับผลประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา
มีการเรียกร้องเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยทุจริต |
|
|
ถาม |
เอกสารที่ใช้ในการเรียกร้องเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตมีอะไรบ้าง
|
ตอบ |
(1) กรณีเสียชีวิต หลักฐานที่ใช้ในการเรียกร้องแยกเป็น 3 กรณี คือ
กรณีเสียชีวิตโดยปกติ เช่น การเสียชีวิตโดยการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ หรือ ชราภาพ เป็นต้น
แบบฟอร์มการเรียกร้องการเสียชีวิต
ใบรับรองแพทย์
ใบมรณะบัตร
สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้เอาประกันภัย และผู้รับผลประโยชน์
กรมธรรม์ประกันชีวิต
กรณีเสียชีวิตโดยผิดปกติ เช่น ฆ่าตัวตาย , ถูกผู้อื่นทำให้ตาย , ถูกสัตว์ทำร้ายตาย ายโดยอุบัติเหตุ , ตายโดยไม่ปรากฎเหตุ , ต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมดังนี้
สำเนาบันทึกประจำวัน
สำเนารายงานการชัณสูตรพลิกศพ
ตายโดยผลของกฎหมาย กรณีหายไปจากภูมิลำเนา โดยไม่มีใครเห็นถือว่าเป็นบุคคลสาบสูญต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมคือ คำสั่งศาลที่สั่งให้เป็นคนสาบสูญ
(2) กรณีอยู่ครบกำหนดสัญญา หลักฐานที่ใช้ในการเรียกร้องมีดังนี้
แบบฟอร์มการเรียกร้อง
กรมธรรม์ประกันชีวิต
บัตรประชาชนของผู้เอาประกันภัย |
|
|
ถาม |
ระยะเวลาผ่อนผันคืออะไร หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่
|
ตอบ |
ระยะเวลาผ่อนผันคือระยะเวลาที่บริษัทประกันชีวิตยินยอมให้ผู้เอาประกันชีวิตสามารถ ชำระเบี้ยประกันภัยล่าช้ากว่าที่กำหนดได้ แต่ต้องไม่เกินระยะเวลาผ่อนผัน (ปกติบริษัท ประกันชีวิตจะกำหนดระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้ 30 วัน) บริษัทประกัน ชีวิตยังคงให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยบริษัทประกันชีวิต จะหักค่าเบี้ยประกันภัยที่ยังค้างชำระออกจากจำนวนเงินเอาประกันภัยที่จะจ่าย |
|
|
| |